MENU

   ISCOT Introduction

  เพาะฟักและอนุบาล

  ผู้เลี้ยงกุ้ง

  อาหารสัตว์

  โรงงานแปรรูป

  นักวิชาการ

  ผู้พัฒนาโปรแกรม

  คุณภาพ

  สมาชิก

  ข่าวสาร

  ติดต่อ

 

WEB LINK

  www.eastshrimp.or.th

  www.fisheries.go.th

  www.was.org

  www.nicaonline.com

  www.shrimpcenter.com

  www.suratshrimp.com

นักวิชาการ

คณะผู้วิจัย บทบาทของนักวิจัยแต่ละคนในการทำวิจัย

  1. ผศ.ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ   หัวหน้าโครงการ
  2. ผศ.ดร. นิติ ชูเชิด   นักวิจัย
  3. ดร.พรเลิศ จันทรรัชชกูล   นักวิจัย

ความสำคัญ และที่มาของปัญหาที่ทำการวิจัย

      อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งของประเทศไทย สามารถทำรายได้เข้าประเทศปีละหลายหมื่นล้านบาทข้อมูลจากการกรมศุลกากร ในปี 2546 และ 2547 ประเทศไทยส่งออกผลิตภัณฑ์กุ้งมากถึง 234,277 ตัน และ 240,841 ตัน ทำรายได้เข้าประเทศสูงถึง 71,847 ล้านบาท และ 67,289 ล้านบาท ตามลำดับ มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องตั้งแต่โรงเพาะฟัก ฟาร์มเลี้ยงกุ้งประมาณ 35,000 ฟาร์ม บริษัทผลิตอาหาร และบริษัทที่ผลิตปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการผลิตจำนวนมาก รวมทั้งห้องเย็น หรือโรงงานแปรรูปประมาณ 102 โรงงานมีประชาชนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน และที่สำคัญคือ วัตถุดิบที่เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตประมาณร้อยละ 80 ผลิตในประเทศ

โครงสร้างอุตสาหกรรม
      การผลิตกุ้ง แบ่งได้เป็นการผลิตต้นน้ำ คือการเพาะเลี้ยงกุ้ง และการผลิตปลายน้ำ คือการแปรรูปผลผลิตจากการผลิตต้นน้ำ ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่ (ร้อยละ90) เพื่อการส่งออกในรูปกุ้งสดแช่แข็งและผลิตภัณฑ์แปรรูป

การผลิตต้นน้ำ
      ในปัจจุบันเกษตรกรไทยหันมาสนใจเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งเป็นกุ้งโตเร็ว เลี้ยงง่าย และให้ผลผลิตสูง เมื่อเปรียบเทียบกับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำซึ่งประสบปัญหากุ้งโตช้า ได้ผลผลิตไม่แน่นอนจากข้อมูลสถานการณ์การเลี้ยงกุ้งในปี 2548 พบว่ามีเกษตรหันมาเพาะเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม มากถึง 85 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าจะมีผลผลิตกุ้งขาวแวนนาไมในปีนี้สูงถึง 350,000 ตัน ในขณะที่เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และความพร้อมทางเทคโนโลยีการผลิตกุ้งขาวแวนนาไม เนื่องจากเป็นกุ้งชนิดใหม่กรมประมงเพิ่งอนุญาตให้นำเข้ามาเลี้ยงในปี 2545 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการผลิตกุ้งขาวแวนนาไมในประเทศไทยยังมีน้อย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขจะส่งผลกระทบต่ออุสาหกรรมการผลิตกุ้งของไทยได้ในอนาคต

      เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้นำในการผลิตกุ้งกุลาดำมาเป็นระยะเวลานานตั้งแต่ปี 2534 จึงจำเป็นต้องพยายามรักษาส่วนแบ่งการตลาดกุ้งกุลาดำต่อไป โดยมีเป้าหมายการผลิตอย่างน้อยปีละ 60,000 – 80,000 ตัน ซึ่งการผลิตกุ้งกุลาดำต้องมีการปรับปรุงกลยุทธ์โดยหันมาผลิตกุ้งขนาดใหญ่ (เฉลี่ยประมาณ 30 – 40 ตัว/กิโลกรัม) ซึ่งกุ้งขาวแวนนาไมไม่สามารถเลี้ยงให้มีขนาดดังกล่าวได้ และต้องเน้นในด้านคุณภาพ ทั้งความสด สะอาด ได้มาตรฐานสากล เพื่อความต้องการของตลาดญี่ปุ่น

การผลิตปลายน้ำ
      ผลิตภัณฑ์กุ้งที่ได้ประมาณร้อยละ 90 ถูกนำไปใช้ในการแปรรูปเพื่อการส่งออก ส่วนที่เหลือร้อยละ 10 ใช้บริโภคภายในประเทศ ปัจจุบันมีบริษัทที่ประกอบธุรกิจแปรรูปกุ้งประมาณ 102 โรงงาน ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกกุ้งที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุด และสามารถรักษาระดับความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกให้อยู่ในระดับสูงมาโดยตลอด เนื่องจากมีแรงงานที่มีทักษะในการแปรรูปสินค้ากุ้งส่งผลให้ผลิตภัณฑ์กุ้งแปรรูปของไทยเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก และความต้องการผลิตภัณฑ์ใหม่ อย่างไรก็ตามการขยายตัวดังกล่าวต้องขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลิตในระดับต้นน้ำของไทย ซึ่งต้องมีปริมาณเพียงพอและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศผู้ซื้อหลายประเทศพยายามกำหนดมาตรการสุขอนามัยในระดับที่สูง และมีการตรวจย้อนกลับไปยังแหล่งกำเนิดวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอย่างครบวงจรมาตรการดังกล่าวนี้ (traceability) จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างมากหากไม่สามารถเตรียมความพร้อมรองรับการบังคับใช้ได้อย่างทันท่วงที

      จากที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นจะเห็นได้ว่าปัญหาของอุตสาหกรรมกุ้งที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะอยู่ในส่วนอุตสาหกรรมต้นน้ำ
ทั้งในด้านปริมาณ และคุณภาพของกุ้งที่จะป้อนเข้าสู่โรงงานแปรรูป ดังนั้นความสามารถใน
การแข่งขันของอุตสาหกรรมกุ้งไทยจึงอยู่ที่การแก้ปัญหาในช่วงต้นน้ำ รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้วยการแปรรูปสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น

      การแก้ปัญหาดังกล่าว จำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ประกอบการในแต่ละขั้นตอนการผลิตตลอดจนนักวิจัย
และผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อนำไปสู่การผลิตสินค้าขั้นสุดท้ายที่มีคุณภาพ
โดยมีต้นทุนที่แข่งขันได้ และผู้ผลิตในทุกขั้นการผลิตควรต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติให้มีความรู้สึกรับผิดชอบร่วมกันใน
คุณภาพความปลอดภัย และผลกระทบที่เกิดจากสินค้าขั้นสุดท้ายแนวความคิดในการร่วมกลุ่มกันเป็นเครือข่าย
ระหว่างผู้ผลิตในทุกขั้นตอน และหน่วยงาน / องค์กรที่เกี่ยวข้อง นอกจากจะสามารถแก้ไขปัยหาสิ่งต่าง ๆ ได้แล้ว ในระยะยาวผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกจะมีความสำคัญนากรสร้างภาพลักษณ์ให้แก่สมาชิกในกลุ่มซึ่งทำให้อุตสาหกรรม
การเพาะเลี้ยงกุ้งของไทยมีการพัฒนาต่อไปอย่างยั่งยืน

วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย

1. เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจต่างๆ ของกลุ่มสมาชิกเป็นเครือข่ายผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต Thailandshrimp.com และ Shrimpnetwork.com
2. เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางด้านวิชาการให้แก่กลุ่มสมาชิก
3. เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตแก่กลุ่มสมาชิกเพื่อนำไปสู่การผลิตกุ้งที่มีคุณภาพโดยมีต้นทุนที่แข่งขันได้

กิจกรรม
1. คณะผู้วิจัย จะตรวจเยี่ยมฟาร์มของสมาชิกทุกคน อย่างน้อย 2 ครั้ง ในช่วงเดือนแรกและเดือนสุดท้ายของการเลี้ยง ตรวจสอบระบบการเลี้ยงเพื่อให้ได้มาตรฐานสำหรับการส่งออกและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตรวจเช็คสุขภาพของกุ้งตลอดจนตรวจสอบคุณภาพของกุ้งก่อนจับรวมทั้งข้อมูลคุณภาพน้ำที่สำคัญระหว่างการเลี้ยง
2. คณะผู้วิจัยจะสร้างเครือข่ายสมาชิกให้เข็มแข็งโดยแบ่งออกเป็น กลุ่มตามพื้นที่การเลี้ยงระหว่างการดำเนินการจะช่วยบริการและแนะนำให้แก่สมาชิกในโครงการอย่างต่อเนื่องผ่านทางโทรศัพท์เอกสาร
เผยแพร่ และฐานข้อมูลอินเทอร์เน็ตThailandshrimp.com และ Shrimpnetwork.com เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาทำให้การเลี้ยงกุ้งประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

การตรวจคุณภาพน้ำ คุณภาพน้ำที่ตรวจวัดได้แก่
ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ วัดโดยใช้เครื่อง YSI DO 200 – 4M
พีเอชโดยใช้เครื่องวัดพีเอช รุ่น Ecoscan pH 5/6
อุณหภูมิวัดโดยใช้เครื่อง YSI DO 200 – 4M
ความเค็มวัดโดยใช้เครื่อง YSI 30/10 FT
แอมโมเนียวัดโดยใช้วิธี Phenol – hypochlorite method (APHA et at., 1995)
ไนไตรท์วัดโดยใช้วิธีของ APHA et at. (1995)
ความเป็นด่างวัดโดยใช้วิธี Titration (APHA et at., 1995)
ความกระด้างวัดโดยใช้วิธี EDTA Titrimetric Method (APHA et at., 1995)
ความโปร่งแสงวัดโดยใช้ Secchi disk
ค่าความนำไฟฟ้าวัดโดยใช้เครื่อง YSI 30/10 FT


ขั้นตอนการตรวจสุขภาพกุ้งกรณีพบกุ้งป่วย

1. การทำ wet mount
      ตรวจหาปรสิตหรือสิ่งผิดปกติอื่นๆ ภายนอก โดยตัดเหงือ ส่วนปลายขาว่ายน้ำ หรือส่วนต่างๆ วางบนสไลด์ที่มีหยดน้ำเกลือหรือน้ำธรรมดา จากนั้นปิดด้วยแผ่นปิดสไลด์นำไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ ตามวิธีของ Brock and Main (1994)

2. การจำแนกชนิดของแบคทีเรีย
     การแยกและทำเชื้อให้บริสุทธิ์ ใช้เครื่องมือที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วแกะเปลือกกุ้งออก เขี่ยเชื้อจากเนื้อเยื่อด้านในบริเวณตับและตับอ่อน ลำไส้ตอนกลางและตอนปลาย ลงบนอาหารเลี้ยงเชื้อ Trypticase Soy Agar (TSA) ที่เติมเกลือแกง 2.5 เปอร์เซ็นต์ และ Thiosulphate Citrate Bilesalt Sucrose Agra (TCBS) บ่มเชื้อที่อุณหภูมิที่ 25 – 30 องศาเซลเซียส นาน 24 ชั่วโมง นำโคโลนีที่มีเป็นจำนวนมากมาทำ sub – culture อีกจนได้โคโลนีชนิดเดียวเพื่อใช้ในการจำแนกชนิด ใช้ชุดทดสอบสำเร็จรูป API 20 E

     ในกรณีที่พบกุ้งป่วยและตายเป็นจำนวนมาก นักวิจัยจะเก็บตัวอย่างกุ้งที่ป่วยเพื่อหาสาเหตุการตาย
ของกุ้งโดยมีการศึกษาการติดเชื้อไวรัสโดยเก็บตัวอย่าง และวิเคราะห์โดยใช้ วิธีปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส (พีซีอาร์) ณ หน่วยความเป็นเลิศเทคโนโลยีชีวภาพกุ้ง มหาวิทยาลัยมหิดล ส่วนการตรวจเช็คไวรัสโดยกล้องอิเล็คตรอนแบบส่องผ่าน (transmission electron microscope:TEM) จะเก็บตัวอย่างและนำไปผ่านกระบวนการเตรียมและตัดเนื้อเยื่อที่ห้องปฏิบัติการของคณะแพทย์ศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กิจกรรมที่สำคัญในเครือข่าย ดังนี้
1. ด้านการผลิตและเทคโนโลยีการผลิต ประเด็นสำคัญ คือ การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้กับกลุ่มสมาชิก
2. ด้านการบริหาร (Management) ประเด็นสำคัญ คือ การส่งเสริมแนะนำให้สมาชิกในกลุ่มใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ในการบริหารจัดการฟาร์ม

ผลสำเร็จของการวิจัยที่คาดว่าจะได้รับ และหน่วยงานที่จะนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์
     ทำให้เกิดเครือข่ายการรวมตัวระหว่างผู้ผลิต หน่วยงาน และองค์กรที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการเลี้ยองกุ้ง ในการร่วมมือกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพตลอดสายการผลิตเพื่อนำไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ โดยมีต้นทุนที่แข่งขันได้

 

Copyright ©2006 ISCOT.org